วันอาทิตย์, ธันวาคม 25, 2554

จีน . . . แผ่นดินใหญ่

ข้อมูลทั่วไปของ จีน ... แผ่นดินใหญ่
แผนที่เมืองจีน ที่ตั้งของประเทศจีน


ทิศเหนือ
          ติดมองโกเลียและรัสเซีย
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 
          ติดเกาหลีเหนือและทะเลจีนตะวันออก
ทิศตะวันตก 
          ติดคาซักสถาน ปากีสถาน อัฟกานิสถาน
          อินเดีย เนปาล และภูฏาน         
ทิศใต้และทิศตะวันออก
         ติดพม่า ลาว และเวียดนาม
พื้นที่
          9,596,960 ตารางกิโลเมตร  
  
ประชากร                ประมาณ 1,300 ล้านคน
ภาษา                      แมนดารินเป็นภาษาราชการ และมีภาษาท้องถิ่นอีกจำนวนมาก เช่น  ภาษากวางตุ้ง แต้จิ๋ว                               เซี่ยงไฮ้ แคะ ฮกเกี้ยน เสฉวน หูหนาน ไหหลำ เป็นต้น 
เมืองหลวง                กรุงปักกิ่ง
                              
   กำแพงเมืองจีน
กำแพงเมืองจีน - จีน
เด็กจีน


คนจีน



พระราชวังต้องห้าม
                          พระราชวังต้องห้าม -
จีน


The nest
The nest - จีน


Water cube
Water cube - จีน


National grand theatre
National grand theatre - จีน
    ทหารจีน


ภูมิประเทศของจีน : ส่วนที่ใหญ่ที่สุดของจีนอยู่ในเขตอบอุ่น ซึ่งมีฤดูกาลที่แตกต่างกันไป ทางตะวันตกส่วนใหญ่เป็นเทือกเขา ทะเลทราย และที่ราบสูง และค่อยๆ ลาดลงทางทิศตะวันออก
ภูมิอากาศของจีน : พื้นที่ภาคเหนือของจีนมี 4 ฤดู แห้งและหนาวเย็นในหน้าหนาว ร้อนอบอ้าวในหน้าร้อน ตอนใต้มีอากาศแบบร้อนชื้น  ซึ่งอากาศจะแตกต่าง กันตามภูมิประเทศ
 
ศาสนาที่สำคัญของจีน : ศาสนาพุทธ ศาสนาเต๋า ศาสนาอิสลาม ศาสนาโรมันคาทอลิก ศาสนาคริสต์
ธงชาติ
จีน : รูปดาวสีเหลือง 5 ดวงบนพื้นสีแดง (ดาวดวงใหญ่หมายถึงพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเป็นผู้นำ ดาวเล็กๆ  ทั้งสี่ดวงหมายถึง “ชนชั้น” ที่ประกอบขึ้นเป็นสังคมจีน คือ ชนชั้นกรรมกร ชนชั้นชาวนาชนชั้นนายทุนน้อยและชนชั้นนายทุนแห่งชาติ)
ธงจีน3
   ธงจีน
ธงจีน2
ธงจีน - จีน
วัฒนธรรมจีน              การเรียกชื่อสกุลของชาวจีนตรงกันข้ามกับภาษาไทย คือเรียกต้นด้วยชื่อสกุล ชื่อตัวใช้เรียกกัน
                                 ในหมู่ญาติ และเพื่อนสนิท โดยปกติชาวจีนมักไม่ทักทาย ด้วยการจับมือหรือจูบเพื่อร่ำลา
                                 สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ชาวจีนมีเครือข่ายคนรู้จัก ( เหมือนกับการมีเส้นสายในไทย ) กล่าวกันว่าชาว 
                                 จีน ที่ไร้เครือข่ายคนรู้จัก เป็นผู้ที่เป็นจีนเพียงครึ่งเดียว จึงจำเป็นต้องทำความรู้จักกับผู้คนชาวต่าง
                                 ชาติ ซึ่งทำธุรกิจในประเทศจีน ดังนั้นควรให้ความสำคัญต่อวัฒนธรรมนี้ด้วยการเชื้อเชิญ
เขตการปกครอง         การปกครองส่วนกลางแบ่งออกเป็น 23 มณฑล (รวมถึงไต้หวัน) , 5 เขตปกครองตนเอง (มองโกเลีย                                  หนิงเซี่ย ซินเจียง กวางสี และทิเบต) , 4 มหานครที่ขึ้นต่อส่วนกลาง (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เทียนจิน และ
                                 ฉงชิ่ง  และ 2 เขตบริหารพิเศษ (ฮ่องกง และมาเก๊า)
ดอกไม้ประจำชาติ
                                ดอกโบตั๋น เคยเป็นดอกไม้ประจำชาติจีนในสมัยราชวงศ์ชิง( แมนจู ) ต่อมาเปลี่ยนเป็น ดอกเหมย                                  หลังจากที่จีนเปลี่ยนเป็นระบอบการปกครอง
ดอกโบตั๋น
ดอกโบตั๋น - จีน
ดอกเหมย
                              ดอกเหมย - จีน


อาหารจีน

อาหารจีน                                        อาหารจีน - จีน
อาหารจีน2
                                 อาหารจีน - จีน

           หากจะเลือกอาหารของชาติใดขึ้นมาเป็นอาหารสากลสักชาติหนึ่ง ก็ไม่ควรมองข้ามอาหารจีน เพราะมีที่ใดในโลกบ้างที่คุณหาซื้ออาหารจีนไม่ได้?
          จีนเป็นชนชาติที่ผูกพันแนบแน่นอยู่กับอาหารการกิน ปัญหาทุพภิกขภัยในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมาได้บีบบังคับให้ชาวจีนต้องคิดหาวิธีใช้ และถนอมอาหารที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด
          นอกจากนี้ชนชั้นสูงยังใช้อาหารเพื่อเครื่องแสดงออกซึ่งความมั่งคั่งและสถานภาพอันสูงส่งของตนอีกด้วยเนื่องจากจีนมีภูมิประเทศอันหลากหลายจีนอุดมสมบูรณ์ด้วยเครื่องเทศและพืชผักนานาพันธุ์
          ความใส่ใจในเรื่องอาหารของชาวจีนสะท้อน ออกมาทางปรัชญา และวรรณคดี โดยนักปราชญ์ผู้สร้างสรรค์ผลงานเหล่านี้ มักเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านอาหารด้วย เหลาจื่อสอนว่า “จงรับมือกับประเทศใหญ่ๆ ด้วยความอ่อนโยนนุ่มนวลเสมือน หนึ่งท่านกำลังทำปลาตัวเล็กๆ
          จวงจื่อเคยแต่งโคลงแนะนำการคัด สรรพ่อครัวให้กับจักรพรรดิ ความว่า “พ่อครัวชั้นดีจะเปลี่ยนมีดใหม่เพียงปีละครั้งเพราะเขาหั่นพ่อครัวชั้นเลวจะ เปลี่ยนมีดใหม่ทุกเดือนเพราะเขาสับ” ทัศนคติเช่นนี้เองที่ส่งเสริมให้อาหารจีนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในอาหารที่ดีที่สุดในโลก
          อุปกรณ์สำคัญในการทำครัวของชาวจีนมีอยู่สี่อย่าง คือ เขียง มีด กระทะก้นกลม และตะหลิว
          ชาวจีนประกอบ อาหารด้วยการผัดในกระทะไฟแรงเป็นหลัก เพราะเป็นวิธีที่ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงและทำให้อาหารคงคุณค่าความสดกรอบเอา ไว้ได้ การทอด นึ่งและเคี่ยวก็เป็นวิธีที่นิยมทำกันมาก ในขณะที่การย่างและอบนั้นจะทำกันแต่ในครัวของภัตตาคารเท่านั้น อาหารจีนจะ ต้องถึงพร้อมทั้งสีสัน รสชาติ และหน้าตา มีอาหารอยู่เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นที่ปรุงอย่างเดียวเดี่ยวๆ โดดๆ สิ่งสำคัญคือส่วนประกอบต่างๆ จะต้องกลมกลืนเข้ากันได้กับเครื่องปรุงรสจำพวกซีอิ้ว กระเทียม ขิง น้ำส้ม น้ำมันงา แป้งถั่วเหลือง และหอมแดง


เส้นทางสายไหม

          
เส้นทางสายไหมเป็นช่องทางสำคัญที่กระจายอารยธรรมโบราณของจีนไปสู่ตะวันตก และเป็นสะพานเชื่อมในการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมระหว่างจีนกับตะวันตกด้วย

          เส้นทางสายไหมที่ผู้คนกล่าวถึงบ่อยๆนั้นหมายถึงเส้นทางบกที่ จางเชียนในสมัยซีฮั่นของจีนสร้าง ขึ้น  เริ่มต้นจากเมืองฉางอาน ทางทิศตะวันออกจนถึงกรุงโรม ทางทิศตะวันตก เส้นทางบกสายนี้มีเส้นทางแยกสาขาเป็นสองสายไปทางทิศใต้และทางทิศเหนือ เส้นทางทิศใต้จากเมืองตุนหวงไปสู่ทางตะวันตกโดยออกทางด่านหยางกวน ผ่านภูเขาคุนหลุนและเทือกเขาชงหลิ่น ไปถึงต้าเย่ซื่อ(แถวซินเจียงและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอัฟกานิสถานใน ปัจจุบัน) อันซิ( อิหร่านในปัจจุบัน) เถียวซื่อ(คาบสมุทรอาหรับปัจจุบัน)ซี่งอยู่ทางตะวันตก สุดท้ายไปถึงอาณาจักรโรมัน ส่วนเส้นทางทิศเหนือจากเมืองตุนหวงไปสู่ทางตะวันตกโดยออกด่านอวี้เหมินกวน ผ่านเทือกเขาด้านใต้ของภูเขาเทียนซานและเทือกเขาชงหลิ่น ผ่านต้าหว่าน คางจวี (อยู่ในเขตเอเซียกลางของรัสเซีย) แล้วไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้ สุดท้ายรวมกันกับเส้นทางทิศใต้ เส้นทางสองสายนี้เรียกว่า“เส้นทางสายไหมทางบก”          นอก จากนี้ ยังมีเส้นทางสายไหมอีกสองสายซึ่งน้อยคนจะทราบ สายหนึ่งคือ“เส้นทางสายไหมทิศตะวันตกเฉียงใต้” เริ่มจากมณฑลเสฉวนผ่านมณฑลยูนนานและแม่น้ำอิรวดี จนถึงจังหวัดหม่องกงในภาคเหนือของพม่า ผ่านแม่น้ำชินด์วิน ไปถึงมอพาร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ต่อจากนั้น เลียบแม่น้ำคงคาไปถึงภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย และไปถึงที่ราบสูงอิหร่าน เส้นทางสายไหมสายนี้มีประวัติยาวนานกว่าเส้นทางสายไหมทางบก เมื่อปี1986 นักโบราณคดีได้พบ
ซากอารยธรรมซานซิงตุยที่เมืองกว่างฮั่น มณฑลเสฉวน ซึ่งห่างจากปัจจุบันประมาณสามพันกว่าปี ได้ขุดพบโบราณวัตถุจำนวนหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมเอเซียตะวันตก และกรีซ ในจำนวนนั้น มีไม้เท้าทองที่ยาว142เซ็นติเมตร “ต้นไม้วิเศษ”
ที่ สูงประมาณสี่เมตรและรูปปั้นคนทองแดง หัวทองแดงและหน้ากากทองแดงเป็นต้นที่มีทั้งขนาดใหญ่และเล็กต่างๆกัน ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าวัตถุโบราณเหล่านี้อาจะถูกนำเข้ามาในการแลกเปลี่ยนทาง วัฒนธรรมระหว่างตะวันตกและตะวันออก ถ้าความคิดเห็นประการนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง เส้นทางสายไหมสายนี้ก็มีอยู่แล้วตั้งแต่กว่าสามพันปีก่อน
         เส้น ทางสายไหมอีกสายหนึ่งคือ นั่งเรือจากนครกวางเจาผ่านช่องแคบหม่านล่าเจีย(ช่องแคบมะละกาในปัจจุบัน) ไปถึงลังกา (ศรีลังกาในปัจจุบัน) อินเดียและอัฟริกาตะวันออก เส้นทางเส้นนี้ได้ชื่อว่า“เส้นทางสายไหมทางทะเล” วัตถุโบราณจากโซมาลี ที่อัฟริกาตะวันออกเป็นต้นยืนยันว่า “เส้นทางสายไหมทางทะเล”สายนี้ปรากฎขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่งของจีน         “เส้นทางสายไหมทางทะเล”ได้เชื่อมจีนกับ ประเทศอารยธรรมที่สำคัญและแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมของโลก ได้ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในเขตเหล่านี้ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น“เส้นทางแลกเปลี่ยนระหว่างตะวันออกกับตะวันตก” เอกสารด้านประวัติศาสตร์ระบุว่า สมัยนั้นมาร์โค โปโลก็ได้เดินทางมาถึงจีนโดยผ่าน“เส้นทางสายไหมทางทะเล” ตอนกลับประเทศ เขาได้ลงเรือที่เมืองเฉวียนโจวของมณฑลฮกเกี้ยนของจีนกลับถึงเวนิส ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาโดยผ่านเส้นทางสายนี้เหมือนกัน


ประวัติศาสตร์ประเทศจีน
ประวัติศาสตร์ประเทศจีน                           ประวัติศาสตร์ - จีน
ประวัติศาสตร์ประเทศจีน2
                           ประวัติศาสตร์ - จีน

ประวัติศาสตร์ของประเทศจีนสามารถแบ่งได้ ดังนี้


            ราชวงศ์จีน เริ่มที่ยุค 2000-1500 ก่อนคริสตกาล เป็นราชวงศ์เซี่ย ปกครองแบบนครรัฐ มีตำแหน่งกษัตริย์สืบทอดทางสายโลหิตแต่นักประวัติศาสตร์อีกส่วนตั้งข้อ สังเกตว่า อาจไม่มีราชวงศ์นี้จริง

           
 ต่อ มาเป็นราชวงศ์ชาง 1700-1027 ก่อนค.ศ. เชื่อว่าเป็นยุคที่เจริญถึงขั้นตั้งเมืองหลวง ซึ่งปัจจุบันตรงกับเมืองอันหยาง มณฑลเหอหนาน ทั้งเป็นยุคนที่เริ่มประดิษฐอักษร
            ปี 1027-771 ก่อนค.ศ. เป็นราชวงศ์โจวตะวันตก มีเมืองหลวงอยู่ที่ซีอาน เป็นยุคเริ่มต้นของคำว่า “โอรสแห่งสวรรค์” ที่ผู้นำใช้ปกครองประชาชน
            ปี 770-221 ก่อนค.ศ. เป็นราชวงศ์โจวตะวันออก ซึ่งมาแทนราชวงศ์ฝั่งตะวันตกที่เสื่อมอำนาจลง โดยมียุคฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงแทรกเข้ามาในปี 770-476 ก่อนค.ศ. เป็นช่วงเวลาที่มีความเจริญรุ่งเรื่องทางปรัชญามากที่สุด นักปราชญ์อย่างขงจื้อ ก็มีชีวิตอยู่ในช่วงนี้ (551-479 ก่อนค.ศ.)
           ใน ปี 475-221 ก่อนค.ศ. เข้าสู่ยุคสงครามที่แตกเป็นแคว้นต่างๆ 7 แคว้นก่อนที่จิ๋นซี แห่งแคล้นฉินจะรวบรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นและก่อตั้งราชวงศ์อยู่ในปี 221-207 ก่อนค.ศ. โดยในช่วงเวลานี้เป็นจุดเริ่มก่อสร้างกำแพงเมืองจีน และประกาศให้้ใช้ภาษาเขียนเหมือนกันหมด แต่จิ๋นซีสั่งเผาตำราต่างๆ จนสิ้นให้เหลือเพียงตำราที่ราชสำนักเป็นเจ้าของ
           ต่อ มาเมื่อเกิดกบฏโค่นล้มจิ๋นได้ทั้งหมด จึงกำเนิดราชวงศ์ฮั่น ในปี 206 ก่อนค.ศ. ถึง ค.ศ. 9 เป็นยุคที่ฟื้นวัฒนธรรมหลายด้าน รวมถึงการบันทักประวัติศาสตร์ที่มีระบบ กระทั่งภายหลังราชวงศ์ฮั่นก็เสื่อมลง มีราชวงศ์ซินมาต่อในปี ค.ศ.  9-24 และฮั่นตะวันออกในปี ค.ศ. 24-220
           ปี 220-280 เข้าสู่ยุคสามก๊ก ที่รบราฆ่าฟันดุเดือด มีราชวงศ์ต่างๆ ก่อตั้งขึ้น ได้แก่ ราชวงศ์เว่ย ปี 220-265 และราชวงศ์ฉู่ ปี 2210263 ราชวงศ์หวู ปี 229-280
           สงคราม ยังดำเนินต่อไปในยุคราชวงศ์จิ้นตะวันตก ปี 265-316 ราชวงศ์จิ้นตะวันออก ปี 317-420 ราชวงศ์ใต้และเหนือ ปี 420-588 ราชวงศ์ใต้ ปี 420-588 ราชวงศ์ซ้อง ปี 420-478 ราชวงศ์ฉี ปี 479-501 ราชวงศ์เหลียง ปี 502-556 ราชวงศ์เฉิน 557-588
           ปี 386-588 เป็นทีของราชวงศ์เหนือ ปี 386-533 เป็นราชวงศ์เว่ยเหนือ ตามด้วยเว่อตะวันออก ปี 534-549 เว่อตะวันตก ปี 535-557 ราชวงศ์ฉีเหนือ ปี 550-577 และราชวงศ์โจวเหนือ ปี 557-58
           หลัง จากความแตกแยกและสู้รบที่ยานาน จนเริ่มรวมตัวกันในสมัยราชวงศ์สุย ปี 581-617 และเป็นปึกแผ่นจริงจังในราชวงศ์พัง ปี 618-907 วัฒนธรรมและงานศิลปะกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ เสื่อและเข้าสู่ยุค 5 ราชวงศ์ในปี 907-960 และเข้าสู่ยุค 10 ราชวงศ์ ปี 907-979 ตามด้วยราชวงศ์ซ่งหรือซ้องปี 960-1279 โดยในช่วงนี้แบ่งเป็นซ่งเหนือปี 960-1127 และซ่งใต้ 1127-1279
           
ปี 916-1125 เป็นยุคราชวงศ์เหลียว ตามด้วยเซี่ยตะวันตก ปี 1038-1227 และพวกจินหรือกิม ปี 1115-1234 และราชวงศ์หยวนหรือมองโกล ปี 1279-1368 ตามด้วยราชวงศ์หมิง ปี 1368-1644 และราชวงศ์ชิงหรือแมนจู ปี 1644-1911 ก่อนจะถึงยุคสาธารณรัฐในปี 1911-1949 จากนั้นจีนแตกออกเป็นจีนแผ่นดินใหญ่ ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ และจีนไต้หวัน ปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสองดินแดนยังพิพาทต่อกัน ขณะที่ฝ่ายแผ่นดินใหญ่ต้องการรวมดินแดนให้เป็นหนึ่งเดียว เหมือนเช่นที่ดึงฮ่องกงและมาเก๊ากลับมาได้


การขอวีซ่า
สถานที่ที่จะทำวีซ่าจะอยู่ที่ AA Building (ชั้น 2) ข้าง ๆ สถานฑูตจีน ถนนรัชดาภิเษก (ฝั่งเดียวกับตึกฟอร์จูน) เวลาทำการของการขอวีซ่าคือ 9.00 - 11.30 น. ตั้งแต่วันจันทร์ - ศุกร์

สามารถ เดินทางโดยรถไฟฟ้าใต้ดินจะสะดวกที่สุด โดยไปลงที่สถานีพระราม 9 ซึ่งให้เดินไปทางออกที่จะไปฟอร์จูนทาวเวอร์ แล้วเดินต่อขึ้นไปทางด้านตึกทรู (แต่ยังฝั่งเดียวกับตึกฟอร์จูน) เมื่อเห็นสะพานลอย ให้มองทางด้านซ้าย ซึ่งคือตึก AA ต่อไปก็เดินเลี้ยวซ้ายเข้าซอยจะเห็นทางเข้าอยู่ข้าง ๆ ตึก ต่อจากนั้นก็กดลิฟท์ไปชั้นสอง หรือจะขึ้นบรรไดก็แล้วแต่ ก็จะเห็นสถานที่รับทำวีซ่า

เอกสารประกอบการขอวีซ่า
  • พาสปอร์ต (มีอายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน)
  • รูปถ่าย 1 นิ้ว (หรือ 2 นิ้ว) จำนวน 1 รูป อันนี้หนึ่งนิ้วจะพอดีกับช่องที่เค้ามีให้ แต่สองนิ้วก็ได้ไม่ว่ากัน
  • แบบฟอร์ม (ซึ่งก็ไปกรอกที่นั่น) หรือสามารถ download ได้ที่เว็บไซท์ของสถานทูตจีน
ประเภทของวีซ่าและอัตราค่าธรรมเนียม
    • Single Entry เป็นวีซ่าที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (แหะ) ใช้เดินทางเข้าประเทศจีนได้ แค่ครั้งเดียว ภายในระยะเวลา 3 เดือนนับจากวันที่ทำวีซ่า โดยจะอยู่ได้นานถึง 30 วัน แบบเร่งด่วน 1 วัน = 2,200 บาท / 2-3 วัน = 1,800 บาท / 4 วัน = 1,000 บาท
    • Double Entry แบบนี้จะเข้าได้แค่สองครั้งภายในครึ่งปี แบบเร่งด่วน 1 วัน = 3,200 บาท / 2-3 วัน = 2,800 บาท / 4 วันเป็นปกติ = 2,000 บาท
    • Multiple Entry (ระยะครึ่งปี) แบบนี้จะเข้ากี่ครั้งก็ได้ภายในครึ่งปี แบบเร่งด่วน 1 วัน = 4,200 บาท / 2-3 วัน = 3,800 บาท / 4 วันเป็นปกติ = 3,000 บาท
    • Multiple Entry (ระยะหนึ่งปี) แบบนี้จะเข้ากี่ครั้งก็ได้ภายในหนึ่งปี แบบเร่งด่วน 1 วัน = 5,700 บาท / 2-3 วัน = 5,300 บาท / 4 วันเป็นปกติ = 4,500 บาท
       
หน่วยเงินจีน
เงินหยวน                                                  เงินหยวน - จีน
เงินหยวน2
                                                         เงินหยวน - จีน

หยวนเหรินหมินปี้  หยวน ราว 5 บาท

 

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น