![]() | ที่ตั้งของประเทศจีน ทิศเหนือ ติดมองโกเลียและรัสเซีย ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ติดเกาหลีเหนือและทะเลจีนตะวันออก ทิศตะวันตก ติดคาซักสถาน ปากีสถาน อัฟกานิสถาน อินเดีย เนปาล และภูฏาน ทิศใต้และทิศตะวันออก ติดพม่า ลาว และเวียดนาม พื้นที่ 9,596,960 ตารางกิโลเมตร |
| ประชากร ประมาณ 1,300 ล้านคน ภาษา แมนดารินเป็นภาษาราชการ และมีภาษาท้องถิ่นอีกจำนวนมาก เช่น ภาษากวางตุ้ง แต้จิ๋ว เซี่ยงไฮ้ แคะ ฮกเกี้ยน เสฉวน หูหนาน ไหหลำ เป็นต้น เมืองหลวง กรุงปักกิ่ง |
![]() กำแพงเมืองจีน - จีน | ![]() |
![]() | พระราชวังต้องห้าม - จีน |
![]() The nest - จีน | ![]() Water cube - จีน |
![]() National grand theatre - จีน | ![]() |
ภูมิประเทศของจีน : ส่วนที่ใหญ่ที่สุดของจีนอยู่ในเขตอบอุ่น ซึ่งมีฤดูกาลที่แตกต่างกันไป ทางตะวันตกส่วนใหญ่เป็นเทือกเขา ทะเลทราย และที่ราบสูง และค่อยๆ ลาดลงทางทิศตะวันออก ภูมิอากาศของจีน : พื้นที่ภาคเหนือของจีนมี 4 ฤดู แห้งและหนาวเย็นในหน้าหนาว ร้อนอบอ้าวในหน้าร้อน ตอนใต้มีอากาศแบบร้อนชื้น ซึ่งอากาศจะแตกต่าง กันตามภูมิประเทศ ศาสนาที่สำคัญของจีน : ศาสนาพุทธ ศาสนาเต๋า ศาสนาอิสลาม ศาสนาโรมันคาทอลิก ศาสนาคริสต์ ธงชาติจีน : รูปดาวสีเหลือง 5 ดวงบนพื้นสีแดง (ดาวดวงใหญ่หมายถึงพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเป็นผู้นำ ดาวเล็กๆ ทั้งสี่ดวงหมายถึง “ชนชั้น” ที่ประกอบขึ้นเป็นสังคมจีน คือ ชนชั้นกรรมกร ชนชั้นชาวนาชนชั้นนายทุนน้อยและชนชั้นนายทุนแห่งชาติ) |
![]() | ![]() |
![]() ธงจีน - จีน |
วัฒนธรรมจีน การเรียกชื่อสกุลของชาวจีนตรงกันข้ามกับภาษาไทย คือเรียกต้นด้วยชื่อสกุล ชื่อตัวใช้เรียกกัน ในหมู่ญาติ และเพื่อนสนิท โดยปกติชาวจีนมักไม่ทักทาย ด้วยการจับมือหรือจูบเพื่อร่ำลา สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ชาวจีนมีเครือข่ายคนรู้จัก ( เหมือนกับการมีเส้นสายในไทย ) กล่าวกันว่าชาว จีน ที่ไร้เครือข่ายคนรู้จัก เป็นผู้ที่เป็นจีนเพียงครึ่งเดียว จึงจำเป็นต้องทำความรู้จักกับผู้คนชาวต่าง ชาติ ซึ่งทำธุรกิจในประเทศจีน ดังนั้นควรให้ความสำคัญต่อวัฒนธรรมนี้ด้วยการเชื้อเชิญ เขตการปกครอง การปกครองส่วนกลางแบ่งออกเป็น 23 มณฑล (รวมถึงไต้หวัน) , 5 เขตปกครองตนเอง (มองโกเลีย หนิงเซี่ย ซินเจียง กวางสี และทิเบต) , 4 มหานครที่ขึ้นต่อส่วนกลาง (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เทียนจิน และ ฉงชิ่ง และ 2 เขตบริหารพิเศษ (ฮ่องกง และมาเก๊า) ดอกไม้ประจำชาติ ดอกโบตั๋น เคยเป็นดอกไม้ประจำชาติจีนในสมัยราชวงศ์ชิง( แมนจู ) ต่อมาเปลี่ยนเป็น ดอกเหมย หลังจากที่จีนเปลี่ยนเป็นระบอบการปกครอง |
![]() ดอกโบตั๋น - จีน | ![]() ดอกเหมย - จีน |
อาหารจีน
หากจะเลือกอาหารของชาติใดขึ้นมาเป็นอาหารสากลสักชาติหนึ่ง ก็ไม่ควรมองข้ามอาหารจีน เพราะมีที่ใดในโลกบ้างที่คุณหาซื้ออาหารจีนไม่ได้? จีนเป็นชนชาติที่ผูกพันแนบแน่นอยู่กับอาหารการกิน ปัญหาทุพภิกขภัยในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมาได้บีบบังคับให้ชาวจีนต้องคิดหาวิธีใช้ และถนอมอาหารที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ชนชั้นสูงยังใช้อาหารเพื่อเครื่องแสดงออกซึ่งความมั่งคั่งและสถานภาพอันสูงส่งของตนอีกด้วยเนื่องจากจีนมีภูมิประเทศอันหลากหลายจีนอุดมสมบูรณ์ด้วยเครื่องเทศและพืชผักนานาพันธุ์ ความใส่ใจในเรื่องอาหารของชาวจีนสะท้อน ออกมาทางปรัชญา และวรรณคดี โดยนักปราชญ์ผู้สร้างสรรค์ผลงานเหล่านี้ มักเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านอาหารด้วย เหลาจื่อสอนว่า “จงรับมือกับประเทศใหญ่ๆ ด้วยความอ่อนโยนนุ่มนวลเสมือน หนึ่งท่านกำลังทำปลาตัวเล็กๆ จวงจื่อเคยแต่งโคลงแนะนำการคัด สรรพ่อครัวให้กับจักรพรรดิ ความว่า “พ่อครัวชั้นดีจะเปลี่ยนมีดใหม่เพียงปีละครั้งเพราะเขาหั่นพ่อครัวชั้นเลวจะ เปลี่ยนมีดใหม่ทุกเดือนเพราะเขาสับ” ทัศนคติเช่นนี้เองที่ส่งเสริมให้อาหารจีนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในอาหารที่ดีที่สุดในโลก อุปกรณ์สำคัญในการทำครัวของชาวจีนมีอยู่สี่อย่าง คือ เขียง มีด กระทะก้นกลม และตะหลิว ชาวจีนประกอบ อาหารด้วยการผัดในกระทะไฟแรงเป็นหลัก เพราะเป็นวิธีที่ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงและทำให้อาหารคงคุณค่าความสดกรอบเอา ไว้ได้ การทอด นึ่งและเคี่ยวก็เป็นวิธีที่นิยมทำกันมาก ในขณะที่การย่างและอบนั้นจะทำกันแต่ในครัวของภัตตาคารเท่านั้น อาหารจีนจะ ต้องถึงพร้อมทั้งสีสัน รสชาติ และหน้าตา มีอาหารอยู่เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นที่ปรุงอย่างเดียวเดี่ยวๆ โดดๆ สิ่งสำคัญคือส่วนประกอบต่างๆ จะต้องกลมกลืนเข้ากันได้กับเครื่องปรุงรสจำพวกซีอิ้ว กระเทียม ขิง น้ำส้ม น้ำมันงา แป้งถั่วเหลือง และหอมแดง |
| เส้นทางสายไหม เส้นทางสายไหมเป็นช่องทางสำคัญที่กระจายอารยธรรมโบราณของจีนไปสู่ตะวันตก และเป็นสะพานเชื่อมในการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมระหว่างจีนกับตะวันตกด้วย เส้นทางสายไหมที่ผู้คนกล่าวถึงบ่อยๆนั้นหมายถึงเส้นทางบกที่ จางเชียนในสมัยซีฮั่นของจีนสร้าง ขึ้น เริ่มต้นจากเมืองฉางอาน ทางทิศตะวันออกจนถึงกรุงโรม ทางทิศตะวันตก เส้นทางบกสายนี้มีเส้นทางแยกสาขาเป็นสองสายไปทางทิศใต้และทางทิศเหนือ เส้นทางทิศใต้จากเมืองตุนหวงไปสู่ทางตะวันตกโดยออกทางด่านหยางกวน ผ่านภูเขาคุนหลุนและเทือกเขาชงหลิ่น ไปถึงต้าเย่ซื่อ(แถวซินเจียงและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอัฟกานิสถานใน ปัจจุบัน) อันซิ( อิหร่านในปัจจุบัน) เถียวซื่อ(คาบสมุทรอาหรับปัจจุบัน)ซี่งอยู่ทางตะวันตก สุดท้ายไปถึงอาณาจักรโรมัน ส่วนเส้นทางทิศเหนือจากเมืองตุนหวงไปสู่ทางตะวันตกโดยออกด่านอวี้เหมินกวน ผ่านเทือกเขาด้านใต้ของภูเขาเทียนซานและเทือกเขาชงหลิ่น ผ่านต้าหว่าน คางจวี (อยู่ในเขตเอเซียกลางของรัสเซีย) แล้วไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้ สุดท้ายรวมกันกับเส้นทางทิศใต้ เส้นทางสองสายนี้เรียกว่า“เส้นทางสายไหมทางบก” นอก จากนี้ ยังมีเส้นทางสายไหมอีกสองสายซึ่งน้อยคนจะทราบ สายหนึ่งคือ“เส้นทางสายไหมทิศตะวันตกเฉียงใต้” เริ่มจากมณฑลเสฉวนผ่านมณฑลยูนนานและแม่น้ำอิรวดี จนถึงจังหวัดหม่องกงในภาคเหนือของพม่า ผ่านแม่น้ำชินด์วิน ไปถึงมอพาร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ต่อจากนั้น เลียบแม่น้ำคงคาไปถึงภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย และไปถึงที่ราบสูงอิหร่าน เส้นทางสายไหมสายนี้มีประวัติยาวนานกว่าเส้นทางสายไหมทางบก เมื่อปี1986 นักโบราณคดีได้พบ ซากอารยธรรมซานซิงตุยที่เมืองกว่างฮั่น มณฑลเสฉวน ซึ่งห่างจากปัจจุบันประมาณสามพันกว่าปี ได้ขุดพบโบราณวัตถุจำนวนหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมเอเซียตะวันตก และกรีซ ในจำนวนนั้น มีไม้เท้าทองที่ยาว142เซ็นติเมตร “ต้นไม้วิเศษ” ที่ สูงประมาณสี่เมตรและรูปปั้นคนทองแดง หัวทองแดงและหน้ากากทองแดงเป็นต้นที่มีทั้งขนาดใหญ่และเล็กต่างๆกัน ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าวัตถุโบราณเหล่านี้อาจะถูกนำเข้ามาในการแลกเปลี่ยนทาง วัฒนธรรมระหว่างตะวันตกและตะวันออก ถ้าความคิดเห็นประการนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง เส้นทางสายไหมสายนี้ก็มีอยู่แล้วตั้งแต่กว่าสามพันปีก่อน เส้น ทางสายไหมอีกสายหนึ่งคือ นั่งเรือจากนครกวางเจาผ่านช่องแคบหม่านล่าเจีย(ช่องแคบมะละกาในปัจจุบัน) ไปถึงลังกา (ศรีลังกาในปัจจุบัน) อินเดียและอัฟริกาตะวันออก เส้นทางเส้นนี้ได้ชื่อว่า“เส้นทางสายไหมทางทะเล” วัตถุโบราณจากโซมาลี ที่อัฟริกาตะวันออกเป็นต้นยืนยันว่า “เส้นทางสายไหมทางทะเล”สายนี้ปรากฎขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่งของจีน “เส้นทางสายไหมทางทะเล”ได้เชื่อมจีนกับ ประเทศอารยธรรมที่สำคัญและแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมของโลก ได้ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในเขตเหล่านี้ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น“เส้นทางแลกเปลี่ยนระหว่างตะวันออกกับตะวันตก” เอกสารด้านประวัติศาสตร์ระบุว่า สมัยนั้นมาร์โค โปโลก็ได้เดินทางมาถึงจีนโดยผ่าน“เส้นทางสายไหมทางทะเล” ตอนกลับประเทศ เขาได้ลงเรือที่เมืองเฉวียนโจวของมณฑลฮกเกี้ยนของจีนกลับถึงเวนิส ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาโดยผ่านเส้นทางสายนี้เหมือนกัน |
ประวัติศาสตร์ประเทศจีน
ประวัติศาสตร์ของประเทศจีนสามารถแบ่งได้ ดังนี้ ราชวงศ์จีน เริ่มที่ยุค 2000-1500 ก่อนคริสตกาล เป็นราชวงศ์เซี่ย ปกครองแบบนครรัฐ มีตำแหน่งกษัตริย์สืบทอดทางสายโลหิตแต่นักประวัติศาสตร์อีกส่วนตั้งข้อ สังเกตว่า อาจไม่มีราชวงศ์นี้จริง ต่อ มาเป็นราชวงศ์ชาง 1700-1027 ก่อนค.ศ. เชื่อว่าเป็นยุคที่เจริญถึงขั้นตั้งเมืองหลวง ซึ่งปัจจุบันตรงกับเมืองอันหยาง มณฑลเหอหนาน ทั้งเป็นยุคนที่เริ่มประดิษฐอักษร ปี 1027-771 ก่อนค.ศ. เป็นราชวงศ์โจวตะวันตก มีเมืองหลวงอยู่ที่ซีอาน เป็นยุคเริ่มต้นของคำว่า “โอรสแห่งสวรรค์” ที่ผู้นำใช้ปกครองประชาชน ปี 770-221 ก่อนค.ศ. เป็นราชวงศ์โจวตะวันออก ซึ่งมาแทนราชวงศ์ฝั่งตะวันตกที่เสื่อมอำนาจลง โดยมียุคฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงแทรกเข้ามาในปี 770-476 ก่อนค.ศ. เป็นช่วงเวลาที่มีความเจริญรุ่งเรื่องทางปรัชญามากที่สุด นักปราชญ์อย่างขงจื้อ ก็มีชีวิตอยู่ในช่วงนี้ (551-479 ก่อนค.ศ.) ใน ปี 475-221 ก่อนค.ศ. เข้าสู่ยุคสงครามที่แตกเป็นแคว้นต่างๆ 7 แคว้นก่อนที่จิ๋นซี แห่งแคล้นฉินจะรวบรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นและก่อตั้งราชวงศ์อยู่ในปี 221-207 ก่อนค.ศ. โดยในช่วงเวลานี้เป็นจุดเริ่มก่อสร้างกำแพงเมืองจีน และประกาศให้้ใช้ภาษาเขียนเหมือนกันหมด แต่จิ๋นซีสั่งเผาตำราต่างๆ จนสิ้นให้เหลือเพียงตำราที่ราชสำนักเป็นเจ้าของ ต่อ มาเมื่อเกิดกบฏโค่นล้มจิ๋นได้ทั้งหมด จึงกำเนิดราชวงศ์ฮั่น ในปี 206 ก่อนค.ศ. ถึง ค.ศ. 9 เป็นยุคที่ฟื้นวัฒนธรรมหลายด้าน รวมถึงการบันทักประวัติศาสตร์ที่มีระบบ กระทั่งภายหลังราชวงศ์ฮั่นก็เสื่อมลง มีราชวงศ์ซินมาต่อในปี ค.ศ. 9-24 และฮั่นตะวันออกในปี ค.ศ. 24-220 ปี 220-280 เข้าสู่ยุคสามก๊ก ที่รบราฆ่าฟันดุเดือด มีราชวงศ์ต่างๆ ก่อตั้งขึ้น ได้แก่ ราชวงศ์เว่ย ปี 220-265 และราชวงศ์ฉู่ ปี 2210263 ราชวงศ์หวู ปี 229-280 สงคราม ยังดำเนินต่อไปในยุคราชวงศ์จิ้นตะวันตก ปี 265-316 ราชวงศ์จิ้นตะวันออก ปี 317-420 ราชวงศ์ใต้และเหนือ ปี 420-588 ราชวงศ์ใต้ ปี 420-588 ราชวงศ์ซ้อง ปี 420-478 ราชวงศ์ฉี ปี 479-501 ราชวงศ์เหลียง ปี 502-556 ราชวงศ์เฉิน 557-588 ปี 386-588 เป็นทีของราชวงศ์เหนือ ปี 386-533 เป็นราชวงศ์เว่ยเหนือ ตามด้วยเว่อตะวันออก ปี 534-549 เว่อตะวันตก ปี 535-557 ราชวงศ์ฉีเหนือ ปี 550-577 และราชวงศ์โจวเหนือ ปี 557-58 หลัง จากความแตกแยกและสู้รบที่ยานาน จนเริ่มรวมตัวกันในสมัยราชวงศ์สุย ปี 581-617 และเป็นปึกแผ่นจริงจังในราชวงศ์พัง ปี 618-907 วัฒนธรรมและงานศิลปะกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ เสื่อและเข้าสู่ยุค 5 ราชวงศ์ในปี 907-960 และเข้าสู่ยุค 10 ราชวงศ์ ปี 907-979 ตามด้วยราชวงศ์ซ่งหรือซ้องปี 960-1279 โดยในช่วงนี้แบ่งเป็นซ่งเหนือปี 960-1127 และซ่งใต้ 1127-1279 ปี 916-1125 เป็นยุคราชวงศ์เหลียว ตามด้วยเซี่ยตะวันตก ปี 1038-1227 และพวกจินหรือกิม ปี 1115-1234 และราชวงศ์หยวนหรือมองโกล ปี 1279-1368 ตามด้วยราชวงศ์หมิง ปี 1368-1644 และราชวงศ์ชิงหรือแมนจู ปี 1644-1911 ก่อนจะถึงยุคสาธารณรัฐในปี 1911-1949 จากนั้นจีนแตกออกเป็นจีนแผ่นดินใหญ่ ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ และจีนไต้หวัน ปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสองดินแดนยังพิพาทต่อกัน ขณะที่ฝ่ายแผ่นดินใหญ่ต้องการรวมดินแดนให้เป็นหนึ่งเดียว เหมือนเช่นที่ดึงฮ่องกงและมาเก๊ากลับมาได้ |
| การขอวีซ่า สถานที่ที่จะทำวีซ่าจะอยู่ที่ AA Building (ชั้น 2) ข้าง ๆ สถานฑูตจีน ถนนรัชดาภิเษก (ฝั่งเดียวกับตึกฟอร์จูน) เวลาทำการของการขอวีซ่าคือ 9.00 - 11.30 น. ตั้งแต่วันจันทร์ - ศุกร์ สามารถ เดินทางโดยรถไฟฟ้าใต้ดินจะสะดวกที่สุด โดยไปลงที่สถานีพระราม 9 ซึ่งให้เดินไปทางออกที่จะไปฟอร์จูนทาวเวอร์ แล้วเดินต่อขึ้นไปทางด้านตึกทรู (แต่ยังฝั่งเดียวกับตึกฟอร์จูน) เมื่อเห็นสะพานลอย ให้มองทางด้านซ้าย ซึ่งคือตึก AA ต่อไปก็เดินเลี้ยวซ้ายเข้าซอยจะเห็นทางเข้าอยู่ข้าง ๆ ตึก ต่อจากนั้นก็กดลิฟท์ไปชั้นสอง หรือจะขึ้นบรรไดก็แล้วแต่ ก็จะเห็นสถานที่รับทำวีซ่า เอกสารประกอบการขอวีซ่า
ประเภทของวีซ่าและอัตราค่าธรรมเนียม
|
หน่วยเงินจีน
หยวนเหรินหมินปี้ หยวน ราว 5 บาท |



















0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น